Health

  • เทรนด์การกิน อาหารคลีน อาหารคีโต กำลังมาเเรง
    เทรนด์การกิน อาหารคลีน อาหารคีโต กำลังมาเเรง

    ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายปีนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเหล่าเซเลบริตี้ ดารา ก็ต่างมาเป็นผู้นำเทรนในการดูแลรักษาสุขภาพและเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อาหารคลีน อาหารคีโต เป็นต้น แล้วอาหารทั้งสองแบบนี้ต่างกันยังไง?  

    กระแสดังกล่าวก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะความต้องการดูแลตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง และเรื่องของสุขภาพ เพียงแค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่อาหารที่ดี ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกัน จึงเกิดเป็นกระแสอาหารเพื่อสุขภาพขึ้นมา ช่วงแรกย้อนกลับไปประมาณ 1 – 2 ปี เริ่มต้นที่กระแสอาหารคลีนที่เป็นกระแสอย่างมากในประเทศไทย มีเหล่า เซเลบริตี้ มากมายที่จุดกระแสอาหารคลีนให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองหาอาหารคลีนกินกัน จนถึงขั้นทำอาหารคลีนกินกันเอง และต่อมาก็มีกระแสการลดน้ำหนักด้วยการกินอาหารคีโต ซึ่งก็เป็นกระแสโด่งดังในแวดวงสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ อาหารคลีน และ อาหารคีโต แตกต่างกันยังไง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันตรงไหน 

    อาหารคลีน

    • อาหารที่ลดกระบวนการในการประกอบอาหารลงให้มากที่สุด ลดการปรุงรสเค็ม มัน หวาน เปรี้ยว ลง เป็นต้น 
    • โปรตีนที่ดีจาก เนื้อไก่, ไข่, เนื้อปลา งดอาหารที่แปรรูป อย่างเช่น ไส้กรอก เป็นต้น 
    • ไม่เน้นการทอดน้ำมัน ที่มีปริมาณเยอะ ๆ อาจใช้ได้เพียงเล็กน้อย 
    • คาร์โบไฮเดรต ควรเป็น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เป็นต้น 
    • รับประทานผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง เช่น แอปเปิล มะม่วง ฝรั่ง เป็นต้น 
    • รับประทานเฉพาะไขมันที่มีประโยชน์อย่างเช่น ไขมันปลา, น้ำมันมะกอก เป็นต้น ทานไขมันดี งดไขมันเลว 
    • งดขนมที่มีโซเดียมสูง 

    อาหารคีโต

    • เป็นอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก 
    • จำนวนโปรตีน ให้พอกับความต้องการของน้ำหนักตัว 
    • ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำ ให้น้อยกว่า 20-50 กรัมต่อวัน เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Ketogenic state ร่างการก็จะดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานหลักแทน 

    ข้อดีของ อาหารคลีน และ อาหารคีโต

    อาหารคลีน  

    อาหารคลีนถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะกับการวิวัฒนาการของมนุษย์ให้มากที่สุด สืบเนื่องมาจากตลอดช่วงระยะเวลาของการกำเนิดมนุษย์มาราว 200,000 ปี มนุษย์กินอาหารที่มาจากธรรมชาติโดยตรง มนุษย์เริ่มการรับประทานอาหารที่มีการปรุงรสและแปรรูปอาหารมาเพียงระยะเวลาประมาณ 200 ปี ทำให้มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับอาหารที่มีโซเดียมสูงอย่างทุกวันนี้ โดยอาหารคลีนมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้ 

    อาหารคลีนทำให้ ฟิตแอนด์เฟิร์ม เมื่อการปรุงอาหารตามวิธีของอาหารคลีน ปริมาณแคลอรี่ลดต่ำลงด้วย ทำให้พลังงานที่ได้รับเหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันพอดี 

    อาหารคลีน ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ดูอ่อนวัยลง เพราะสามารถลดการเสื่อมถอยของร่างกายก่อนวัยอันควร และช่วยขับถ่ายได้ดี 

    ห่างไกลจากโรคมะเร็ง อาหารคลีนถือเป็นอาหารต้านมะเร็งชั้นดีเลย เพราะช่วยเสริมใยอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ ลดสารก่อมะเร็ง จึงสามารถลดโอกาสการเป็น มะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี 

    อาหารคีโต 

    อาหารคีโต คีโตเจนิค (Ketogenic diet) อย่างที่กล่าวไปตอนแรก อาหารคีโตถือเป็นอาหารที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ โดยมีการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนให้พอดี และคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60/30/5 ซึ่งจำนวนปริมาณไขมัน 60% นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากอาหารที่รับประทานไปทั้งหมด แต่อาจจะเป็นปริมาณไขมันที่ร่างกายมีอยู่แล้วด้วย ซึ่งประโยชน์ของอาหารคีโต มีดังนี้ 

    น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เพราะการลดน้ำหนักด้วยอาหารคีโต จะถูกลดจำนวนของแป้งและน้ำตาลออกเป็นจำนวนมาก จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างรวดเร็ว 

    ไขมันสะสมจะถูกดึงออกมาใช้งานมากขึ้น เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะ Ketogenic state แล้วจากการที่ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเป็นจำนวนมาก จึงกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้งานเป็นการทดแทน แต่การลดน้ำหนักด้วยอาหารคีโต ก็มีข้อควรระวังอยู่ และไม่เหมาะสมกับทุกคนอย่างเช่น  

    ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน การงดแป้ง และน้ำตาลเป็นจำนวนมากจะส่งผลต่ออินซูลินในร่างกาย อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งการรับประทานอาหารคีโต อาจทำให้ท้องผูกได้ เพราะได้รับกากใยและไฟเบอร์น้อย และทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอย่างวิตามินที่อยู่ในผัก และผลไม้ได้ 

    ข้อมูลจาก  https://iel.co.th/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95

    ติดตามอ่านต่อได้ที่  surfcyprus-windsurfing.com

Economy

  • ปรากฏการณ์ใหม่! ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุ 1 แสนล้านบาท
    ปรากฏการณ์ใหม่! ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุ 1 แสนล้านบาท

    ปรากฏการณ์ใหม่! ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุ 1 แสนล้านบาท ภายใน 5 เดือน

    กทม. 26 พ.ค. – ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้คนไทยมีบ้านได้แล้วจำนวน 100,000 ล้านบาท เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เกิน 1 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 5 เดือนแรกของปี ปัจจัยหลักจากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย และสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของรัฐ ส่งผลให้ประชาชนตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น ทำให้มั่นใจว่า ณ สิ้นปี 2565 ธอส. จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า 280,000 ล้านบาท

    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ให้คนไทยมีบ้านได้แล้วจำนวน 100,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เกิน 100,000 ล้านบาท ด้วยระยะเวลาเพียงไม่ถึง 5 เดือนแรกของปี และเป็นจำนวนที่สูงขึ้นถึง 21.17% หากเทียบกับ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 สะท้อนการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

    การปล่อยสินเชื่อได้ในระดับสูงของธนาคาร

    ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน

    ปรากฏการณ์ใหม่! ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุ 1 แสนล้านบาท

    เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทั้งการลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนอง

    การผ่อนคลายมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้ประชาชนที่มีความพร้อมด้านรายได้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดว่า ณ สิ้นปี 2565 ธอส. จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ไม่ต่ำกว่าจำนวน 280,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 226,423 ล้านบาท. – สำนักข่าวไทย

    ขอบคุณแหล่งที่มา : tna.mcot.net